-
AI ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่คือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่ธุรกิจต้องใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างยั่งยืน
-
ความผันผวนของราคาตลาดเป็นเรื่องปกติ แต่ความต้องการใช้งานชิปและหน่วยความจำทั่วโลกยังคงมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง
-
การกระจายการลงทุนไปในหุ้น AI ในภูมิภาคเอเชียที่ Valuation ยังน่าสนใจ คือกลยุทธ์สำคัญของ K WEALTH ในการคว้าโอกาสจากเทรนด์ AI
ปัจจุบัน AI ก้าวข้ามสถานะเครื่องมือชั่วคราวสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานธุรกิจที่ไม่ว่าใครก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าตลาดจะมีความผันผวน แต่ความจำเป็นในการใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนองค์กรจะผลักดันให้กลุ่มอุตสาหกรรมต้นน้ำอย่างชิปและดาต้าเซ็นเตอร์กลายเป็นจิ๊กซอว์สำคัญของการเติบโตในอนาคต
AI ความจำเป็นเชิงโครงสร้างในยุคดิจิทัล
ในยุคที่ทุกธุรกิจต้องแข่งขันด้วยความเร็วและประสิทธิภาพ การนำ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานไม่ได้เป็นเพียงทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นเพื่อให้องค์กรสามารถอยู่รอดและเติบโตได้ การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน (Efficiency Gain) ที่เกิดขึ้นจริงจากการใช้ AI ได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนยังคงหลั่งไหลเข้าสู่กลุ่มเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง
K WEALTH มองว่า บริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของ AI ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตชิป GPU หรือผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและระบบระบายความร้อน เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการสร้างผลกำไรได้อย่างโดดเด่น จากความต้องการที่ยังเติบโตต่อเนื่อง และมีความได้เปรียบในการแข่งขันมากกว่าธุรกิจปลายน้ำบางส่วน เช่น ผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน AI ซึ่งยังต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงและแรงกดดันด้านการทำกำไร ด้วยเหตุนี้ เราจึงมองว่า AI ยังคงเป็นธีมการลงทุนหลักที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งรองรับ ไม่ใช่เพียงกระแสการลงทุนในระยะสั้น
โอกาสทองจากหุ้นเทคโนโลยีเอเชียด้วย Valuation ที่น่าสนใจ
ท่ามกลางความผันผวนของตลาดหุ้นโลก K WEALTH เล็งเห็นว่าตลาดหุ้นเอเชียยังคงมีความโดดเด่นและเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนในธีม AI เนื่องด้วยมูลค่าหุ้นหรือ Valuation ที่ยังไม่ตึงตัวเมื่อเทียบกับตลาดพัฒนาแล้ว มากไปกว่านั้นเอเชียถือเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยภูมิภาคนี้มีสัดส่วนกำลังการผลิตชิปของโลกมากกว่า 70% ส่งผลให้บริษัทเทคโนโลยีในเอเชียมีความได้เปรียบเชิงโครงสร้างและเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทาน AI ที่ยากจะทดแทนได้ในระยะเวลาอันสั้น
ขณะเดียวกัน ความต้องการใช้งาน AI ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกยังส่งผลให้แนวโน้มผลประกอบการของผู้ผลิตชิปและหน่วยความจำในเอเชีย โดยเฉพาะในไต้หวันและเกาหลีใต้ มีทิศทางเติบโตต่อเนื่องจากคำสั่งซื้อเซมิคอนดักเตอร์และหน่วยความจำประสิทธิภาพสูงที่เพิ่มขึ้น การลงทุนในบริษัทที่อยู่ต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทาน AI จึงมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการเติบโตของอุตสาหกรรมในระยะยาว มากกว่าการมุ่งเน้นเฉพาะธุรกิจปลายน้ำที่ต้องเผชิญการแข่งขันด้านราคาและการรักษาความสามารถในการทำกำไรอย่างเข้มข้น
สำหรับผู้ที่มองหาโอกาสลงทุนในธีมดังกล่าว K WEALTH แนะนำ K-ATECH ซึ่งลงทุนผ่านกองทุนหลัก JPMorgan Pacific Technology Fund ที่เน้นคัดเลือกบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำทั่วภูมิภาคเอเชีย โดยมุ่งลงทุนใน 3 ธีมหลัก ได้แก่ Digital Consumption, Manufacturing Leaders และ Enterprise Transformation
ตัวอย่างบริษัทสำคัญในพอร์ต ได้แก่
บริษัท
|
จุดเด่นในการลงทุน
|
SK Hynix
| ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำที่ได้รับประโยชน์จากความต้องการ HBM สำหรับ AI
|
Delta Electronics
| ผู้นำด้านระบบบริหารพลังงานและระบบระบายความร้อนสำหรับ Data Center
|
TSMC
| ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของโลก ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากความต้องการชิป AI ของลูกค้าระดับโลก
|
K WEALTH มองว่าการกระจายการลงทุนมายังหุ้นเทคโนโลยีเอเชีย ไม่เพียงเปิดโอกาสรับประโยชน์จากการเติบโตของ AI แต่ยังช่วยเพิ่มความหลากหลายให้กับพอร์ตการลงทุน ผ่านบริษัทที่มีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลกและยังมีระดับมูลค่าที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับตลาดพัฒนาแล้ว
หมายเหตุ:
- ระดับความเสี่ยงกองทุน
- K-ATECH: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6
- นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
- K-ATECH: ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
- ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)